วันพุธที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ถั่วเหลือง




      ถั่วเหลือง สำคัญอย่างไร

       ถั่วเหลือง มีทั้งคาร์โบฮัยเดรทเชิงซ้อน และโปรตีนที่ไม่ปนไขมันอิ่มตัวสายโมเลกุลยาวแบบเนื้อสัตว์ ไม่มีสาร อดรีนาลีนที่สัตว์มักหลั่งด้วยความตกใจ ขณะถูกฆ่า ไม่มีฮอร์โมนเร่งโต หรือปฏิชีวนะจากการเลี้ยงสัตว์ มีแคลเซียมในสัดส่วนที่ไม่ล้นเกินแมกนีเซียมแบบนมวัว มีวิตามินแร่ธาตุมากหลาย…ที่สำคัญคือ ฮอร์โมนพืช...ไอโซฟลาโวน
        ฮอร์โมนเอสโตรเจนจากพืชธรรมชาติ (Phytoestrogen) นอกจากช่วยในการดูดซึมแคลเซียม บรรเทาภาวะกระดูกพรุนแล้ว การได้รับแต่เนิ่นๆ ยังช่วยป้องกันมะเร็งเต้านมในหญิง และมะเร็งต่อมลูกหมากในชาย ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับการฉีดหรือกินฮอร์โมนสังเคราะห์

      ยังมีอะไรในถั่วเหลือง
      คาร์โบฮัยเดรทเชิงซ้อน เป็นอาหารสมบูรณ์แบบสำหรับผู้ต้องการลดน้ำหนัก เพราะให้ความรู้สึกอิ่มเร็วขึ้น ให้พลังงานที่เผาผลาญช้าๆ
แต่ทนนานสม่ำเสมอ 
       เส้นใยชนิดไม่ละลายน้ำ ช่วยป้องกันอาการท้องผูก ช่วยให้อาหารผ่านระบบทางเดินอาหารได้เร็วขึ้น เมื่อของเสียไม่หมักหมม การดูดซึมสารพิษไม่เกิด ลดความระคายเคืองต่อเยื่อบุลำไส้ จึงลดความเสี่ยงต่อมะเร็งลำไส้ใหญ่ 
      เส้นใยชนิดละลายน้ำ เป็นตัวแปรสำคัญในการผลิตโคเลสเตอรอลดี ช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ ลดระดับกลูโคสในเลือด จัดเป็นอาหารทางเลือกสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน
ซาโปนิน ช่วยลดระดับโคเลสเตอรอลเลว LDL
       โฟเลท จำเป็นต่อการพัฒนาตัวอ่อน ลดระดับโฮโมซิสเทอีน อันเป็นสารอันตรายต่อระบบหัวใจหลอดเลือด
เลซิทิน มีผลในการลดไขมัน เสริมสร้างการทำงานของระบบประสาทที่เกี่ยวข้องกับความทรงจำ
ลิกแนน สารยับยั้งโปรทิเอส เอนไซม์ ป้องกันมะเร็ง
และที่สำคัญคือเจนิสติน และโปรตีนพืช !

      แล้วดีอย่างไร ถั่วเหลือง

      ฮอร์โมนพืชทำงานคล้ายๆ ฮอร์โมนเอสโตรเจนของคน จึงเรียกไฟโตเอสโตรเจน (Phytoestrogen) มีข้อเด่นคือ เร่งการเจริญเติบโตของเซลล์ปกติ พร้อมยับยั้งเซลล์เนื้องอก ในขณะที่ estrogen ของคนหรือสารสังเคราะห์ กระตุ้นทั้งเซลล์ปกติและเนื้องอกมะเร็ง โดยพบว่า Hormone Replacement Therapy–HRT ที่คิดว่าใช้ได้ผลดีสำหรับสตรีวัยทอง อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจถึง 80% ในปีแรก และเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านม 26% สมองขาดเลือด 41% หัวใจวาย 29%
ไฟโตเอสโตรเจนมีคุณสมบัติคล้ายฮอร์โมนเอสโตรเจนจึงจับคู่กับ “ตัวรับเอสโตรเจน” ในเซลล์ได้ ไฟโตเอสโตรเจนไม่ทำให้ระดับเอสโตรเจนในเลือดเปลี่ยนแปลง (ถ้าร่างกายมีเอสโตรเจนต่ำ) แต่จะต้านฤทธิ์ของเอสโตรเจน หากร่างกายมีเอสโตรเจนมากเกินไป จึงเป็นการลดความเสี่ยงต่อมะเร็งเต้านม และมะเร็งที่เกี่ยวข้องกับฮอร์โมน
      ผู้ชายมีฮอร์โมนเอสโตรเจน แต่จำนวนเพียงเล็กน้อยเท่านั้น หากมีมากจะเพิ่มความเสี่ยงต่อมะเร็งต่อมลูกหมาก ไฟโตเอสโตรเจนจากพืชจึงป้องกันมะเร็งต่อมลูกหมากได้
       ส่วนหญิงวัยทอง จะมีเอสโตรเจนน้อยลง เชื่อกันว่าไฟโตเอสโตรเจนจากพืช สามารถทดแทนเอสโตรเจนได้ จึงช่วยบรรเทาอาการร้อนวูบวาบหรือผิวแห้ง อีกทั้งป้องกันภาวะกระดูกพรุนในวัยนี้ด้วย ทำให้พบอาการเหล่านี้น้อยในหญิงชาวเอเชีย ซึ่งบริโภคถั่วเหลืองเป็นประจำ
มีการตรวจปัสสาวะพบว่า หญิงญี่ปุ่นขับเอสโตรเจนออกทางปัสสาวะ มากกว่าหญิงชาวตะวันตก 100 – 1000 เท่า
       มีการวิจัยในปี 1998 พบว่าหญิงวัยหมดประจำเดือนที่ได้ไอโซฟลาโวนเพิ่มวันละ 40 กรัม จากโปรตีนถั่วเหลือง เป็นเวลา 12 สัปดาห์ มีอาการร้อนวูบวาบลดลง 45%
 ไอโซฟลาโวน เป็นไฟโตเอสโตรเจนชนิดหนึ่ง ซึ่งยังมีหลายรูปแบบ เช่น daidzein genistein และ glycitein
        ถั่วเหลือง เป็นแหล่งอาหารที่มีปริมาณของไอโซฟลาโวนอยู่มากกว่าอาหารอื่นๆ โดยเจนิสตินเป็นชนิดของ  ไอโซ ฟลาโวนที่พบในถั่วเหลือง
       เจนิสติน ต้านมะเร็งได้เหลือเชื่อ ! …1. สามารถเหนี่ยวนำให้เกิด apoptosis (ตายตามโปรแกรม) จึงเป็นสารทำลายเซลล์มะเร็ง…2. เจนิสติน เป็นตัวยับยั้งเอนไซม์ไทโรซีนไคเนส (Thyrosine kinase) จึงหยุดการแข็งตัวของเลือดส่วนเกิน ซึ่งเป็นสาเหตุของหัวใจวาย และการเติบโตของเซลล์มะเร็ง…3. เจนิสติน ขัดขวางการทำงานของเอนไซม์ DNA topoisomerase II ซึ่งลดการสร้าง DNA ทำให้เซลล์หยุดแบ่งตัว ทำให้เซลล์มะเร็งหยุดเจริญเติบโต …4. เจนิสตินยับยั้งกระบวนการสร้างเส้นเลือดใหม่ (angiogenesis) อันสำคัญต่อการเจริญของเนื้องอก จึงป้องกันการก่อตัวของมะเร็งชนิดอยู่กับที่ เช่น มะเร็งเต้านม ต่อมลูกหมาก และมะเร็งปอด โดยสถาบันมะเร็งแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา พิจารณาให้เจนิสตินเป็นยารักษาโรคมะเร็ง…5. เจนิสตินยังมีบทบาทควบคุมมะเร็งที่ไวต่อฮอร์โมน เช่น มะเร็งเต้านม และมะเร็งต่อมลูกหมาก
        พบว่าสตรีชาวเอเชียที่บริโภคถั่วเหลืองตั้งแต่วัยรุ่น มีอุบัติการณ์มะเร็งเต้านมน้อยกว่าอย่างมีนัยสำคัญ และแม้จะเป็นขึ้นมา เนื้องอกก็มักจะรุนแรงน้อยกว่า มีอัตรารอดชีวิตสูง
ชาวอังกฤษมีอัตราเสียชีวิตจากมะเร็งเต้านม และต่อมลูกหมากสูงกว่าชาวญี่ปุ่น 4 เท่า
มะเร็งต่อมลูกหมากในประชากรชาวญี่ปุ่นเกิดขึ้นช้า และเติบโตช้ากว่าเมื่อเทียบกับชาวตะวันตก ปัจจัยหนึ่งก็คือ นิสัยบริโภคซึ่งนอกจากปลาแล้ว ก็คือถั่วเหลือง ตลอดรวมถึงถั่วชนิดอื่นๆ เช่น ถั่วแดง ถั่วเขียว ถั่วดำ ฯ มากกว่าชาวอเมริกันทั่วไป
       การศึกษาในสัตว์พบว่าเจนิสติน ซึ่งพบมากในถั่วเหลือง สามารถลดการเติบโตของเนื้องอกต่อมลูกหมากได้อย่างมีนัยสำคัญ ส่วนไบโอคานิน เอ (ไอโซฟลาโวนอีกชนิดหนึ่ง) นั้น พบว่าช่วยลดการหลั่งของ PSA ซึ่งถูกกระตุ้นให้หลั่งออกมาโดยฮอร์โมนเทสโตสเตอโรน

      อาหารชนิดไหนที่ควรจะแนะนำให้กับผู้ป่วยมะเร็ง
      คำตอบคือ อาหารจากพืช น่าจะเป็นประเภทแรก เนื่องจากอุดมไปด้วยโปรตีนพืช สารต้านอนุมูลอิสระ ไฟโตเคมิคอล คาร์โบฮัยเดรทเชิงซ้อน วิตามินแร่ธาตุ และกากใย โดยควรลดกลุ่มคาร์โบฮัยเดรท น้ำตาล…ถั่วเหลืองจึงเป็นตัวเลือกลำดับต้นๆ และหากต้องการเนื้อสัตว์จริงๆ เนื้อปลาก็เป็นตัวเลือกของกลุ่ม
      นอกจากป้องกันโรคมะเร็งแล้ว ไฟโตเอสโตรเจนยังช่วยบำรุงผิว ช่วยรักษาระดับความดันเลือด ระดับโคเลสเตอรอล ทำให้ LDL ซึ่งเป็นโคเลสเตอรอลเลว ลดจำนวนลง

       Phytoestrogen ยังสามารถลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจ ช่วยรักษาแคลเซียมในเนื้อกระดูก เพิ่มการดูดซึมแคลเซียม จึงใช้ป้องกันโรคกระดูกพรุน

       โปรตีนถั่วเหลือง เหมาะแก่ผู้มีโคเลสเตอรอล และไขมันสูง แทนการกินเนื้อสัตว์
เมื่อได้โปรตีน โดยปราศจากไขมันและโคเลสเตอรอล ถั่วเหลืองจึงเหมาะแก่ผู้ลดความอ้วน เบาหวาน ไขมันเลือดสูง ความดัน โรคหัวใจ และปวดข้อ โดยถั่วเหลืองให้โปรตีน 52% คาร์โบฮัยเดรท 32% ที่เหลือเป็นเส้นใยอาหาร วิตามินแร่ธาตุต่างๆ ที่มีประโยชน์
       การบริโภคเนื้อแดงเป็นประจำเพิ่มความเสี่ยงของการเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ และทางเดินอาหาร…ตัวอย่างที่ยกขึ้นมาคือ ชาวสิงค์โปรที่ชอบกินเนื้อแดง มีความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ และทวารหนัก 2.2 เท่า สมาคมมะเร็งสหรัฐศึกษาชาวอเมริกัน 149,000 คน เป็นเวลากว่า 20 ปี พบว่าผู้ที่กินเนื้อแดง และเนื้อที่ผ่านการแปรรูปเป็นเวลานาน 10 ปี มีความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่สูงกว่าผู้ที่ไม่ค่อยชอบกินเนื้อถึง 30% และมะเร็งลำไส้ใหญ่ส่วนปลายสูงถึง 40%
     โดยนักวิทยาศาสตร์อธิบายว่า เนื้อแดงทำให้ร่างกายสร้าง 5–N–glycolylneuraminic acid หรือ Neu 5 GC ซึ่งไม่พบในเซลล์มนุษย์   มันจึงเป็นผู้รุกรานที่กระตุ้นภูมิคุ้มกัน
      ขึ้นมาต่อต้านอยู่ตลอดเวลา เป็นสาเหตุก่อโรคเรื้อรัง รวมถึงมะเร็งในที่สุด
อาหารโปรตีนสูง ยังมีแนวโน้มที่เร่งการสูญเสียแคลเซียมออกจากกระดูกด้วย (เพื่อลดสภาวะกรดจากกรดอมิโนโปรตีน) จึงเป็นเหตุหนึ่งของโรคกระดูกพรุน
     โปรตีนจากถั่วเหลือง จึงเหนือกว่าเนื้อสัตว์ติดมัน หรือเนื้อแดง อีกทั้งราคาถูกกว่า

      ประโยชน์ที่ได้
      ภาวะหมดประจำเดือน…ถั่วเหลือง…ใช่เลย ! ก็ไฟโตเอสโตรเจนในถั่วเหลือง ช่วยบรรเทาอาการต่างๆ ของภาวะหมดประจำเดือน ลดอาการร้อนวูบวาบ ช่องคลอดแห้ง ขนาดที่แนะนำคือ วันละ 60 มก. เทียบเท่าเต้าหู้ 200 มก.
       ป้องกันกระดูกพรุน  วิธีหนึ่งคือ  การกินอาหารที่มีไอโซฟลาโวน
หญิงเอเชียพบภาวะนี้น้อยกว่าชาวตะวันตก ทั้งที่โครงกระดูกเล็กกว่า กินนมและแคลเซียมน้อยกว่า
ผลการศึกษาพบว่า การได้รับไอโซฟลาโวนวันละ 90 มก. จากโปรตีนถั่วเหลือง ทำให้ความหนาแน่นของกระดูกเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ     กันมะเร็ง ไอโซฟลาโวน ป้องกันการเติบโตของเนื้องอก และขัดขวางการกระตุ้นเซลล์มะเร็งโดยฮอร์โมนเพศ (เช่น เอสโตรเจน และเทสโตสเตอโรน)
      ป้องกันโรคหัวใจ หลอดเลือดอุดตัน  ป้องกันได้ด้วย ฟลาโวนอยด์อย่างโอพีซี เช่นเดียวกับไอโซฟลาโวนก็ช่วยป้องกันหลอดเลือดแข็ง มีงานวิจัยพบว่า การได้ไอโซฟลาโวนวันละ 62 มก. จากโปรตีนถั่วเหลือง ช่วยลดแอลดีแอลโคเลสเตอรอลลง 10%
     แล้วน้ำมันถั่วเหลืองล่ะ ! น้ำมันที่สกัดจากถั่วเหลืองมีกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน ซึ่งก็ใช้ในกระบวนการชีวเคมีต่างๆ เช่น ใช้สร้างผนังเซลล์ได้ ความไม่อิ่มตัวทำให้รับออกซิเจน หรือต้านอนุมูลอิสระได้ แต่เมื่อถูกเติมออกซิเจนแล้ว ก็กลายเป็นไขมันอิ่มตัวที่ด้อยคุณภาพ  ยิ่งหากถูกความร้อนรุนแรง ยังอาจแปรสภาพเป็นไขมันทรานส์ได้ จึงไม่สมควรใช้ปรุงร้อน และควรได้สารต้านอนุมูลอิสระอย่างเพียงพอ เพิ่มเติมพร้อมการบริโภคด้วย อีกทั้งการเป็นกรดไขมันสายโมเลกุลยาว ทำให้เกิดการเผาผลาญช้า ไม่กระฉับกระเฉง…ดูเหมือนน้ำมันมะพร้าวจะเหนือกว่าด้วยประการฉะนี้
    ข้อด้อย ในความอร่อยนุ่มลิ้น ของนมถั่วเหลืองทั่วไป
     ความหวาน…ก็เพราะใส่น้ำตาลมาก อันนี้ดูได้ที่ฉลาก
ความมันอร่อยลิ้น มักมากับครีมเทียม หรือเติมไขมัน หรือผสมน้ำนมวัว (นมผง) เข้าไปด้วย
ความนุ่มกลมกล่อมลิ้น เกิดจากการขัดสีผิวบนเมล็ดออกไปหมดจด จนเหลือแต่แป้งถั่วล้วนๆ เปรียบได้กับข้าวขาวที่ขัดสี เปลือกและผิวหุ้มออกไปจนหมด

   จึงควรบดพร้อมผิวหุ้มเมล็ด !
     เพราะสารพืชอันทรงคุณค่า เช่น ไฟโตเอสโตรเจน วิตามินทั้งหลาย ล้วนอยู่ตรงผิวหุ้มเมล็ด ทำนองเดียวกับข้าวกล้อง ข้าวซ้อมมือ ที่ทรงคุณค่ากว่าข้าวขาว
     อีกข้อดีของถั่วเหลืองบดพร้อมผิวหุ้มเมล็ด ที่สากลิ้น นอกจากสารพืชทั้งหลายแล้ว คือ เพิ่มกากใยอาหารของผิวหุ้มเมล็ด ช่วยการขับถ่าย
      เมื่อดื่มอุ่นๆ ก่อนนอน ช่วยให้หลับสบาย
      ส่วนข้อด้อย ของถั่วเหลืองบดพร้อมผิวหุ้มเมล็ด  คือสากลิ้น ไม่หวาน มัน กลมกล่อม !

********
 ข้อมูลจาก http://www.mmc.co.th

วันอังคารที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2556

เห็ดหลินจือแดง




เห็ดหลินจือ
สรรพคุณของเห็ดหลินจือแดง

                                               เรียบเรียงโดย : นพ.นิวัฒน์ ศิตวัฒน์


          สารสำคัญที่พบในเห็ดหลินจือกว่าร้อยชนิด มีสรรพคุณที่สำคัญทางการแพทย์ได้แก่
        1. ฤทธิ์ต้านมะเร็ง โดยการส่งเสริมภูมิคุ้มกัน กระตุ้นให้เม็ดเลือดขาวสร้างสารต้านมะเร็ง ในญี่ปุ่นมีการใช้เห็ดหลินจือควบคู่กับเคมีบำบัดในการรักษาโรคมะเร็ง ช่วยแก้พิษจากรังสี, คีโม เช่น ท้องเสียอักเสบจากการฉายรังสี, เม็ดเลือดขาวต่ำจากคีโม, อาการปวดจากพิษบาดแผล

 Shock Therapy  คืออะไร
       เข้า ใจว่ากลไกการตายของเซลล์มะเร็งแบบที่เรียก Apoptosis คือ เซลล์ตายไปเอง น่าจะเกิดจากเซลล์ช็อคสลบไป (Dormant) …เหตุที่ลดมาก เพราะศักย์ไฟฟ้า (ORP) ลดลงมาก…เหตุที่ลดมากเนื่องจากฤทธิ์ของ e จากวงนอกของ Ge atom
        นักวิจัยพบว่า Ge ในหลินจือมีโครงสร้างพิเศษที่จะดึงซับ e ทำให้ ORP หรือศักย์ไฟฟ้าเปลี่ยนไป…ดูเหมือนว่าไม่มีกลไกนี้ในยาแผนปัจจุบัน
        กลไก กำจัดเซลล์มะเร็งนั้น Ge จะเข้าไปจับคู่กับ e ที่ผลิตออกมาจากผนังเซลล์มะเร็ง โดยเฉพาะในระยะของการแบ่งตัว ทำให้เซลล์มะเร็งแบ่งตัวไม่ได้
         บางตำราก็อธิบายว่า 4e วงนอกของ Ge atom ไปปรับศักย์ไฟฟ้าที่ผนังเซลล์มะเร็ง ทำให้สนามแม่เหล็กรอบเซลล์มะเร็งอ่อนลง เม็ดเลือดขาวกลืนกินจึงเข้าถึงตัวเซลล์มะเร็งได้
การจะลด e ปรับศักย์ไฟฟ้าก็ต้องใช้ e มากพอสมควร…ก็ต้องใช้ปริมาณ Ge มากพอควร จึงจะต่อสู้กับเซลล์มะเร็งจำนวนมากได้…จึงจะทำให้เซลล์มะเร็งช็อคได้…เป็นคำ ตอบว่าทำไมต้องกินหลินจือสกัดในระยะเริ่มรักษามะเร็งวันละ 60 เม็ด
      คำตอบ คือ ต้องการฤทธิ์แบบ Shock Therapy นั่นเอง

     เมื่อเปรียบเทียบกลไกต้านมะเร็งของแต่ละกลุ่มสารออกฤทธิ์ในหลินจือแล้ว พอจะสรุปได้ว่า
กลูแคนหรือโพลีแซคคาไรด์ เพิ่มความแข็งแกร่งของระบบภูมิคุ้มกัน เช่น เม็ดเลือดขาวกลืนกินแมค
โครฟาจไตรเตอร์พีนอยด์ ขัดขวางขบวนการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็ง ทำให้เซลล์มะเร็งกำจัดตัวเองตายไปคล้ายยาเคมีบำบัด แต่ปลอดภัยไม่เกิดภาวะแทรกซ้อนOrganic Germanium ใช้ e ปรับศักย์ไฟฟ้าหรือสนามแม่เหล็กที่เซลล์มะเร็ง ทำให้เซลล์มะเร็งช็อคตาย หรืออ่อนแรงจนภูมิคุ้มกันของร่างกายเข้าไปกลืนกินทำลายได้ทั้งไตรเตอร์พีนอยด์ และ Ge ยังเป็นตัวให้ O2 แก่เซลล์หรือช่วยให้เซลล์ประหยัดการใช้ O2มีผลให้มี O2 เหลือใช้ ทำให้ pH เลือดเป็นด่าง อันเป็นภาวะที่เซลล์มะเร็งไม่ชอบเจริญเติบโต
ใช้ขนาดไหน?
      ใน หนังสือหลิงจือกับข้าพเจ้า กล่าวว่า การรักษามะเร็งด้วยหลินจือนั้นต้องกินแบบ Shock therapy คือ เริ่มด้วยขนาดสูง เช่น หลินจือสกัดวันละ 60 เม็ด หรืออย่างน้อย 20 เม็ด/วัน เพื่อผลการปรับศักย์ไฟฟ้า อย่าลืมว่าระดับความปลอดภัยของหลินจือมีสูงมาก
       ส่วนขนาดปกติสำหรับบำรุงร่างกายนั้นน่าจะเป็น 1 แคปซูล พร้อมวิตามินซี 500 มก.
      2. ลดความดันโลหิต ลดไขมันในเลือด
      3. ลดระดับน้ำตาลในเลือด ช่วยควบคุมอาการเบาหวาน
      4. เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน ลดอาการภูมิแพ้ หอบหืด
      5. ยับยั้งการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือด ป้องกันเส้นเลือดอุดตันในสมองและหัวใจ
      6. ยับยั้งเชื้อไวรัสในเซลเพาะเลี้ยง เช่น ไวรัสโรคเอดส์ อีสุกอีใส งูสวัด
      7. บำรุงและป้องกันตับ มีฤทธิ์ยับยั้งการสร้างพังผืดในโรคตับแข็ง ป้องกันตับจากสารพิษ ช่วยให้ใย แผลเป็นอ่อนนิ่มคลายตัว ไม่ไปรัดเส้นเลือดและเนื้อเยื่อตับ อีกทั้งยังกระตุ้นให้ตับสร้างเซลล์ใหม่
รักษาโรคตับอักเสบ สามารถลดค่า SGOT และ SGPT ที่สูงเกินมาตรฐานในเลือด
ช่วยเซลล์ตับฟื้นฟูสภาพตับเป็นไขมัน (fatty liver)
     8. ผ่อนคลายระบบประสาทและกล้ามเนื้อ ช่วยให้นอนหลับสนิท
     9. เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอความแก่ ทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งสดใส
อย่า ลืมว่า กลูแคนในหลินจือแบบทา ยังช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระเฉพาะที่ เมื่อผสานกับการได้สารอาหารโดยรับประทาน น่าจะเสริมแรงแข็งขันในการช่วยให้ผิวเนียน สดใส ชะลอริ้วรอยเหี่ยวย่นอีกด้วย
     10. จากทฤษฏีประหยัดออกซิเจน ใช้แก้โรคป่วยบนที่สูง…หูอื้อ..อึด

 ทฤษฎีประหยัดออกซิเจน
          การมีสารที่ช่วยทำหน้าที่แทน O2 ในการทำความสะอาดขจัดของเสีย ไฮโดรเจนในร่างกาย ยังผลให้ความต้องการที่จะใช้ O2 ของร่างกายลดน้อยลง
       ในขณะเดียวกันก็มีการให้ O2 (O2Supply) เพื่อจะใช้เป็นเชื้อเพลิงเพิ่มมากขึ้น
ผลพลอยได้ คือ ทำให้ O2 สำรองในเนื้อเยื่อ (Tissue Oxygen reserve ) มีมากขึ้นด้วย
แล้ว หลินจือช่วยได้อย่างไร?…พบว่าเยอมาเนียม เป็นธาตุที่ทำปฎิกิริยากับ Hydrogen แล้วขจัดมันออกจากร่างกายได้…ความหมายคือ Geในหลินจือขจัดของเสีย H2 แทนO2 ได้ ทำให้มี O2เหลือใช้ถึง 30%
      ผลจากการนี้ทำให้อธิบายได้ ว่าทำไมหลินจือช่วยรักษาโรคหัวใจล้มเหลว เส้นเลือดหัวใจตีบ ถุงลมโป่งพอง อาการป่วยบนที่สูง หรือทุกโรคที่สาเหตุจากการขาด O2
        Ge ยังเป็นตัวกระตุ้นให้เม็ดเลือดแดง รับออกซิเจนได้มากกว่าเดิม อย่างน้อย 1.5 เท่า ทำให้เลือดและเซลล์มี O2 เพิ่มขึ้น
       ปกติอาหารที่ถูกสันดาปหรือเผาผลาญ ล้วนก่อประจุบวกของ H ทำให้เลือดมีภาวะเป็นกรด ซึ่งเป็นพิษต่อเซลล์ปกติ
       หาก ได้ O2 หรือ Mg มาทำปฎิกิริยาประจุบวกของ H ® น้ำ (H2O) ซึ่งไม่เป็นพิษ Ge จะช่วย O จับกับประจุบวก H สร้างความสมดุลไฟฟ้า กับขจัดภาวะเป็นกรดออกไป ทำให้เลือดมี O คงเหลือเป็นจำนวนมาก ที่จะใช้บำรุงเซลล์ และต่อต้านเซลล์มะเร็ง ซึ่งเราทราบว่า เซลล์มะเร็งไม่ชอบ O2 คือไม่ชอบเติบโตในที่ที่มี O2 หรือที่ดร.วอร์เบิก สรุปว่า การขาดออกซิเจนในระดับเซลล์ เป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดโรคมะเร็ง
       11. ช่วยรักษาโรคไตเรื้อรังบางชนิด โดยฟื้นฟูสมรรถภาพการทำงานของไตให้ดีขึ้น จากฤทธิ์สลายใยแผลเป็น (fibrosis scar)
       ฤทธิ์ต้านพังผืดหดยึด ช่วยให้เซลล์ไตดีขึ้น อันนี้มีรายงานของรศ.พญ.นริสา ฟูตระกูล แห่งคณะแพทย์จุฬา ส่งฤทธิ์เสริมบำรุงไต โดยสามารถลดปริมาณไข่ขาวรั่ว ในโรคไตเรื้อรังอย่างมีนัยยะสำคัญ แตกต่างไปจากการรักษาทั่วไปที่ทำได้ดีที่สุด แค่ชะลอการตายของเนื้อไปให้ช้าลงเท่านั้น
หลายรายมีผลช่วยลดอัตรา การล้างไต หรือเลิกล้างไตได้ แต่ทั้งนี้ก็ต้องร่วมกับการควบคุมอาหารพิษประจำวัน เช่น โปรตีน ไขมัน น้ำตาล กรดต่างๆ ด้วย
     ทฤษฎีใยแผลเป็น นพ.บรรเจิด ตันติวิท บรรยายไว้ว่า เมื่ออวัยวะหรือเนื้อเยื่อถูกทำลาย ด้วยการบาดเจ็บอักเสบ สารพิษหรือการเปลี่ยนแปลงภายในร่างกาย ก็จะถูกซ่อมแซมด้วยเส้นใย หรือ fibrous tissue ยังผลให้เกิดเป็นแผลเป็น (scar) ซึ่งบางครั้งใยแผลเป็น ทำให้เกิดปัญหามากมายต่อการทำงานของร่างกาย หลิงจือสามารถช่วยละลายเส้นใย ทำให้ใยแผลเป็นอ่อนนิ่มและหดตัวเล็กลง จึงมีศักยภาพสูงที่จะใช้ในการรักษาโรคหลายโรคที่มีสาเหตุจากใยแผลเป็น
       คำว่า ใยแผลเป็นหรือ fibrous scar บางตำราอาจเรียกว่า พังผืดหดยึด หรือการเกิดพังผืดรัดภายหลัง การเกิดบาดแผล เป็นต้น
      เมื่อ เกิดการอักเสบหรือบาดเจ็บจากอุบัติเหตุไฟไหม้ หรือฉายแสงรังสี เซลล์หรือเนื้อเยื่อที่ถูกทำลายจะไม่งอกใหม่ ร่างกายจะนำเส้นใยมาซ่อมแซม ผลก็คือ เป็นแผลเป็น
ภายในร่างกายก็มีแผลเกิดได้ ไม่ว่าที่กล้ามเนื้อ ตับ ไต สมอง ฯลฯ
      ใย แผลเป็นยิ่งนานก็จะยิ่งแข็งและหดตัว เกิดการรัด ดึง เบียด บีบให้เนื้อเยื่อดีๆ เสียรูปทรงได้ จนทำให้อวัยวะไม่สามารถทำงานตามปกติได้ เช่นที่ลำไส้ก็อาจดึงรั้งจนอุดตัน ที่สมองก็อาจทำให้เป็นลมชักได้
    ยา แก้มีไหม…อย่างหนึ่ง คือ สเตียรอยด์ ตัวอย่างที่ใช้ฉีดเข้าไปในแผลเป็นนูน Keloid แต่แผลภายในร่างกายจะฉีดสเตียรอยด์เข้าไปได้อย่างไร…ถ้าใช้การกินก็ต้องใช้ ขนาดสูง ผลคือ พิษต่อระบบต่างๆ ของร่างกายกลายเป็นเสียมากกว่าได้

     สเตียรอยด์ ธรรมชาติจึงเป็นคำตอบ…
     หลิน จือสกัดจึงเป็นคำตอบ เพราะหลินจือมี สเตียรอยด์ธรรมชาติ เป็นสารสมุนไพรระดับดีหนึ่ง ซึ่งไม่พบพิษข้างเคียงเหมือนสเตียรอยด์สังเคราะห์
      ปัญหาหมอนรองกระดูกแตก แล้วเกิดใยแผลเป็นดึงรั้งกระดูก หรือเส้นรอบบริเวณไปกดบีบรัดเส้นประสาท ก็ผ่อนคลายได้ด้วยทฤษฎีใยแผลเป็น
      จึงเป็นทฤษฎีที่อธิบายกลไกว่า ผลจากหมอนรองกระดูกแตกกดทับเส้นประสาททุเลาขึ้นได้ ด้วยหลินจือสกัด

      ปัญหา ถุงลมโป่งพอง โรคแห่งความเสื่อมที่เกิดจากมลพิษบุหรี่ จนเกิดใยแผลเป็นเต็มปอด ทางแพทย์อาจแก้อาการด้วยสเตียรอยด์ หลินจือจึงช่วยได้ทั้งโดยทฤษฎีใยแผลเป็น และทฤษฎีประหยัดออกซิเจน

       ในคศ.1995 คณะแพทย์ม.โอ๊คแลนด์ ได้รายงานว่า Ge ชะลอการเกิดต้อกระจก(cataract ) อีกด้วย
จับ โลหะหนัก สิ่งที่เป็นความหวังนอกเหนือจากกรดแอลฟาไลโปอิคแล้ว Ge ก็มีคุณสมบัติกำจัดโลหะหนักเป็นพิษ (Chelation) เช่น โรคปรอทเป็นพิษ

       ที่มาของความรู้นี้มาจากความที่เกรงว่า Ge จะก่อพิษ เนื่องจากเป็นธาตุที่เราไม่คุ้นเคย จึงมีการทดสอบการเกิดพิษในหนู โดยใช้ขนาดความเข้มข้นสูงกว่าที่มีในเห็ดหลินจือ 1000 เท่า ผลปรากฎว่า นอกจากไม่เป็นพิษแล้ว ยังช่วยกำจัดพิษด้วย โดยออกซิเจนรอบสารเยอมาเนียมจะพาธาตุโลหะที่เป็นพิษ เช่น แคดเมียม ปรอท และสารก่อมะเร็งอย่างอื่นไปกำจัดทิ้งพร้อมกับสารเยอมาเนียมส่วนเกิน ร่างกายจึงปลอดภัยต่อการตกค้างของโลหะหนัก

        ทำไมรักษาได้หลากหลายโรค?
       เมื่อคิดถึงเบต้าแคโรทีน ที่มีการสังเคราะห์นำเบต้าแคโรทีนเดี่ยวๆ ไปทดลองรักษาโรคแล้วไม่ได้ผล กลับเป็นพิษภัย เนื่องจากไม่ได้สารพืชทั้งทีม
      ก็มาถึง หลินจือสกัด โชคดีที่สารสกัดหลินจือได้ออกมาเป็นทีม ไม่ใช่สารเดี่ยว ดังที่กล่าวว่าพบถึงกว่า 252 ชนิด
    การที่สารออกฤทธิ์หลากหลายกลุ่ม ตั้งแต่กลูแคน ไตรเตอร์พีนอยด์ สเตียรอยด์พืช SOD อดีโนซีน ตลอดจนเยอมาเนียม ทำให้ทีมงานออกฤทธิ์ค่อนข้างครอบจักรวาล ได้อย่างน่าอัศจรรย์ในผลิตผลแห่งธรรมชาตินี้
    Adaptogen ของGe และสเตียรอยด์ธรรมชาติในหลินจือ ยังช่วยในโรคภูมิเพี้ยน เช่น SLE, โคร์น (crohn’s disease) ลำไส้อักเสบ ถ่ายเป็นเลือด โรคหนังแข็งที่มีอาการผิวหนังหนาตึง หดรัดใบหน้า จนเกิดลักษณะปากเล็กจมูกหดผิวหนังเป็นสีดำคล้ำ เป็นต้น ตลอดจนอาการหูอื้อ กลั้นปัสสาวะไม่อยู่, มือสั่น เดินส่าย กัดปากตัวเอง

     ผู้ใดควรใช้เห็ดหลินจือแดง
     จากสรรพคุณที่มีมากมายทั้งในด้านป้องกันและบำบัดรักษา เห็ดหลินจือแดงจึงเหมาะกับโรคของผู้สูงอายุและวัยก่อนสูงอายุมากมาย ไม่ว่าจะเป็นโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง เส้นเลือดอุดตันในสมองและหัวใจ ไขมันในเลือดสูง โรคมะเร็ง โรคภูมิแพ้ หอบหืด อ่อนเพลีย นอนไม่หลับ โรคไตเรื้อรัง โรคตับอักเสบ รวมทั้งใช้บำรุงร่างกาย เป็นยาอายุวัฒนะ ชะลอความแก่

      เห็ดหลินจือแดงจากธรรมชาติกับจากโรงเพาะเลี้ยง
      ในสมัยก่อน เห็ดหลินจือจะมีอยู่แต่ในธรรมชาติตามป่าหรือตามเขา แต่ปัจจุบันสามารถปลูกได้ในโรงเพาะเลี้ยง ภายใต้การควบคุมสิ่งแวดล้อมที่มีผลต่อการเจริญเติบโตทั้งอุณหภูมิ แสงแดด และความชื้น จึงทำให้สามารถรักษาสรรพคุณและตัวยาไว้ได้อย่างครบถ้วน รวมทั้งเก็บเกี่ยวเมื่อดอกเจริญเติบโตเต็มที่ได้ ส่วนเห็ดหลินจือที่โตตามธรรมชาติอาจไม่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม มีแมลงสัตว์กัดแทะหรือขึ้นรา จึงมักมีคุณภาพและสารสำคัญด้อยกว่าเห็ดเพาะเลี้ยง

    รูปแบบของเห็ดหลินจือแดงที่ใช้รับประทาน
     เห็ดหลินจือสามารถนำมาบริโภคได้หลายรูปแบบ คือ
     1. ยาต้มแบบโบราณ โดยนำเห็ดหลินจือแห้งที่ฝานแล้วใส่หม้อต้มและเคี่ยว แล้วเอาน้ำมาดื่ม วิธีนี้อาจจะยุ่งยากและไม่สะดวก
      2. เนื้อเห็ดหลินจือบดเป็นผงบรรจุแคปซูล
     - หากไม่ได้ผ่านการฆ่าเชื้อหรือเก็บไม่ถูกวิธี อาจทำให้มีเชื้อราปนเปื้อนได้
    - วิธีนี้จะมีความเข้มข้นน้อยกว่าแบบสารสกัด และดูดซึมได้ยากกว่า
    3. สารสกัดจากเห็ดหลินจือบรรจุแคปซูล เป็นวิธีที่ดีที่สุด
     - ได้สารสกัดที่เข้มข้นและรักษาสรรพคุณของสารได้ดีกว่า
     - ดูดซึมและออกฤทธิ์ได้ดีกว่า
    - มีมาตรฐานการผลิตที่สะอาด ปลอดภัย

     ปัจจุบันมักนิยมบริโภคแบบเม็ดแคปซูล เพราะสะดวกและ   พกพาได้ แต่ควรเลือกชนิดที่เป็นสารสกัดจากเห็ดหลินจือเท่านั้น 

      กินตอนไหนดี
     เวลา ที่เหมาะสม คือ ตอนเช้าขณะท้องว่าง ดื่มน้ำมากๆ การมีวิตามินซีร่วมด้วย จะช่วยเพิ่มสรรพคุณ หากลืมก็ใช้เวลาอื่นได้ แต่ให้งดใช้ในผู้ที่ต้องกินยากดภูมิต้านทาน เช่น เป็น SLE หรือผ่าตัดปลูกถ่ายอวัยวะอยู่
      ควรเริ่มอย่างช้าตั้งแต่อายุ 30 ปี เป็นต้นไป เนื่องจากต่อมไทมัส ซึ่งสร้างภูมิต้านทานเริ่มชะลอการทำงาน

    ผลข้างเคียงมีไหม
    เมื่อเริ่มกินใหม่ ๆ บางคนอาจมีอาการท้องเสีย ซึ่งอธิบายว่าเป็นเสมือนการขับสารพิษออกจากร่างกาย มักเป็นอยู่ 2-3 วันก็หาย
      ความ รู้สึกผิดปกติที่อาจพบในผู้บริโภคครั้งแรก คือ ไข้ ไม่สบาย อธิบายว่า Ge ซึ่งละลายน้ำ จะพาสารพิษออกทางปัสสาวะในช่วง Detox นี้ อาจพบว่า 3% ของผู้ใช้มีผื่นขึ้นตามผิวหนัง นอนไม่หลับ อาจรู้สึกเหมือนเป็นไข้ซึ่งไม่ใช่เรื่องน่าตื่นกลัว เพราะเป็นตัวชี้บ่งว่าการรักษามาถูกทาง เพราะเป็นสัญญาณของการหายป่วย จากการที่ Ge ทำให้อัตราเผาผลาญเพิ่ม ทำนองเดียวกับการกินกระเทียมหรือโสม แล้วร้อนวูบวาบ
       นอก จากนี้อาจมีอาการอื่น ๆ เช่น เวียนศีรษะ ปวดเมื่อย คันตามผิวหนัง ปัสสาวะบ่อย วูบวาบ อาการเหล่านี้เกิดเนื่องจากเห็ดหลินจือช่วยขับสารพิษต่าง ๆ ที่สะสมอยู่ให้ออกทางระบบขับถ่ายทุกระบบของร่างกาย เช่นปัสสาวะ อุจจาระ ผิวหนัง เหงื่อ เป็นต้น มักมีอาการไม่เกิน 1-2 สัปดาห์ ไม่จำเป็นต้องหยุดกิน แต่ควรดื่มน้ำมาก ๆ
      ในด้านความเป็นพิษ พบว่าเห็ดหลินจือมีความปลอดภัย ไม่มีอันตรายจากการรับประทานนาน ๆ
จากข้อมูลของแต่ละกลุ่มสารสำคัญที่กล่าวมาแล้ว จากการใช้มากว่า 2000 ปี…จากการได้รับการยอมรับกว้างขวางมากขึ้น จนเป็นสากล…แม้กระทั่ง Ge ที่มากเกินยังกลายเป็นคุณในการขับโลหะหนัก คุณสมบัติ Adaptogen ก็คือตัวปรับสมดุลธรรมชาติ ทำให้หลินจือถูกจัดอันดับเป็นสมุนไพรประเภทดี 1
    ดี 1หมายถึง มีสรรพคุณที่ระบุหนึ่ง ใช้ขนาดสูงได้โดยปลอดภัยหนึ่ง ใช้เป็นระยะยาวนานได้อีก 1 เทียบได้กับยากลุ่มวิตามิน เมลาโทนินและโสม
    ดี 2 หรือปานกลาง หมายถึง มีสรรพคุณรักษาโรคเฉพาะได้ แต่หากใช้ระยะยาวอาจมีพิษสะสม เช่น กลุ่มยาปฎิชีวนะ
    ดี 3 หมายถึง มีทั้งสรรพคุณและพิษในเวลาเดียวกัน เช่น ยารักษามะเร็งกลุ่มคีโม
น่าเสียดายที่เขาห้ามเมลาโทนินเป็นเสริมอาหารในเมืองไทย
    Ge ละลายน้ำถูกขับออกทางปัสสาวะ จึงไม่เกิดการตกค้างสะสม มีงานวิจัยที่ทำอย่างมีมาตรฐาน ซึ่งยึดแนวทางของกระทรวงสวัสดิการประเทศญี่ปุ่นอย่างเคร่งครัดยืนยันว่า Ge 132 มีความปลอดภัย ถึงแม้จะบริโภคสูงถึงวันละ 10 กรัม ก็ไม่พบอันตราย ไม่เป็นพิษและไม่รบกวนระบบสืบพันธุ์
       โดยสรุป
        เห็ด หลินจือจัดเป็นสมุนไพรที่มีคุณค่าสูง มีผลทางการรักษาโรคหลายชนิดและบรรเทาอาการของโรคได้มากมาย มีการค้นคว้าวิจัยทั้งในด้านเภสัชวิทยา การทดลอง และการศึกษาทางคลินิกจนแพทย์และนักวิทยาศาสตร์ต่างก็ยอมรับในคุณค่า จึงไม่เป็นที่สงสัยว่าเหตุใดเห็ดหลินจือจึงคงความเป็นอมตะและมีผู้นิยมใช้ กันมานานกว่า 2000 ปีจวบจนถึงปัจจุบัน
**********

วันอังคารที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2556

เห็ดหลินจือ ได้ฉายาว่า "สมุนไพรหมื่นปี" มีสรรพคุณครอบจักรวาล


เห็ดหลินจือ ได้ฉายาว่า "สมุนไพรหมื่นปี" มีสรรพคุณครอบจักรวาล
โดย ภก.สุดเหมือนฝัน ธนธัญญา
นิตยสารหมอชาวบ้าน 292
สิงหาคม 2003
 
เห็ดหลินจือ

         ถิ่น กำเนิดอยู่เมืองจีน แต่ด้วยชื่อเสียงที่มีความหมายลึกซึ้งถึงความมหัศจรรย์ในด้านอายุวัฒนะ จนได้ฉายาว่า "สมุนไพรหมื่นปีไ ทำให้เผยแพร่ไปทั่วโลก ทั้งเอเชีย ยุโรป อเมริกา คุณค่าของสารสำคัญมากกว่า ๑๕๐ ชนิด ทำให้สมุนไพรหมื่นปีนี้มีสรรพคุณครอบจักรวาลจริงๆ ชาวจีนใช้เป็นยารักษาโรคมานานเกือบ ๒,๐๐๐ ปี และที่สำคัญคือสามารถช่วยสร้างภูมิคุ้มกันโรคและช่วยป้องกันรักษาโรคภูมิแพ้ ได้ จึงเหมาะกับยุคที่โรคร้ายกำลังรุมเล่นงานมนุษย์จนปั่นป่วน เช่น โรคเอดส์ โรคอีโบลา หรือโรคซาร์สที่ทำให้คนเอเชียหวาดผวา เป็นต้น ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนให้รู้ว่า "ภูมิต้านทานโรค" เป็นสิ่งที่เราจะต้องสร้างและรักษาไว้เป็นอย่างดี สมุนไพรหมื่นปีที่มนุษย์ต้องกลับมาให้ความสนใจนั้นคือ "เห็ดหลินจือ" (Lingchi)

      เห็ดหลินจือ (Lingchi หรือ Ling-Zhi) อุดมสมบูรณ์ด้วยคุณค่าของธรรมชาติเพื่อช่วยมนุษย์
เห็ด หลินจือ มีชื่อทางพฤกษศาสตร์คือ Ganoderma lucidum จัดเป็นเห็ดพวก polypore อยู่ในวงศ์ Polyporaceae เห็ดชนิดนี้มีชื่อเรียกมากมายแตกต่างกันไปตามลักษณะรูปร่างที่เห็น สถานที่เกิด และสภาพภูมิประเทศ ด้วยโครงสร้างของดอกเห็ดซึ่งแห้งและแข็ง ทำให้สามารถทรงสภาพเดิมอยู่ได้นานนับชั่วชีวิตคน บางท้องที่เรียก เห็ดหัวงู เห็ดนางกวัก เห็ดกระด้าง เห็ดไม้ และเห็ดหิมะ

        เห็ดหลินจือมีลักษณะ พิเศษ คือ ใต้หมวกเห็ดไม่มีครีบ แต่มีรูเล็กๆ จำนวนมากมาย ภายในรูเป็นที่เกิดของสปอร์ ด้านบนของหมวกมีสีน้ำตาลแดงหรือสีเชสนัทไปจนถึงสีน้ำตาลม่วงและดำ ผิวหมวกมัน เป็นเงา มีก้านสั้นๆ ดอกอ่อนจะมีขอบนอกขาวและค่อยๆ เหลือง เข้ามาทางด้านในจนเป็นสีน้ำตาลและน้ำตาลแดงในที่สุด เมื่อดอกโตจะแผ่ออกมีรูปร่างคล้ายรูปวาดไตของคนเราหรือคล้ายพัด อาจจะเกิดเป็นดอกเดี่ยว หรือเกิดพร้อมกันหลายดอกก็ได้ ขนาดดอกจะใหญ่หรือเล็กขึ้นอยู่กับสถานที่เกิด และแหล่งอาหาร สามารถเติบโตข้ามปีได้ และมีบางครั้งที่พบว่าอายุหลายปีทีเดียว เมื่อดอกเห็ดพัฒนาสมบูรณ์แล้วจะสร้างสปอร์ปล่อยออกมาจำนวนมากมายร่วง หล่นออกมา สปอร์ส่วนหนึ่งจะลอยขึ้นมาปกคลุมที่ผิวบนของหมวกเห็ด เป็นผงสีน้ำตาลซึ่งจะใช้ในการจำแนกชนิดของเห็ดสกุล Ganoderma ได้ ดอกเห็ดที่แก่จะมีขอบหมวกงุ้มลง สีหมวกเข้มขึ้น และอาจมีดอกใหม่งอกซ้อนกันได้ เห็ดหลินจือชอบขึ้นกับต้นไม้หลายชนิดที่หมดอายุแล้ว


                  ทั่วโลกได้ทำการวิจัยเกี่ยวกับสรรพคุณทางยาและพบสารออกฤทธิ์แล้ว
       การ ทำการวิจัยเกี่ยวกับเห็ดหลินจือไม่เพียงแต่ในประเทศจีนเท่านั้น ยังมีประเทศอื่นๆ อีกหลายประเทศที่ได้ทำการวิจัยเกี่ยวกับสรรพคุณทางยาและสารออกฤทธิ์ เช่น สหรัฐอเมริกา อังกฤษ เนเธอร์แลนด์ เดนมาร์ก สวีเดน กรีซ สวิตเซอร์แลนด์ เยอรมนี อินเดีย สิงคโปร์ มาเลเซีย เวียดนาม อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และประเทศไทย เป็นต้น จากผลการศึกษาทางเคมีพบว่าเห็ดหลินจือประกอบด้วยสารต่างๆ ดังนี้ คือ sterols, fungal lysozyme, acid, protease, solubleproteins, amino-acids, polypeptides, saccharides, lactones, alkaloids, polysaccharides, triterpenoides และสารอื่นๆ อีกเป็นจำนวนมาก รวมทั้งสิ้นมากกว่า ๑๕๐ ชนิด

      จากผลการทดลองเกี่ยวกับสรรพคุณทางยาในต่างประเทศ พบ ว่าเห็ดหลินจือมีสรรพคุณเนื่องจากสารต่างๆ ในเห็ดหลินจือ ดังนี้

สรรพคุณ สารออกฤทธิ์
๑. เสริมระบบภูมิต้านทานโรค ๑. Polysaccharides, protein
๒. การแก้แพ้๒. Ganoderic acid, cyclo-octasulfur
๓. การแก้ปวด ๓. Adenosine
๔. การป้องกันตับ ๔. Ganoderic acids R, S, ganosterone
๕. การลดการอักเสบ๕. Glucan
๖. การควบคุมมะเร็ง ๖. Polysaccharides, glucans
๗. บำรุงหัวใจ ๗. Polysaccharides, alkaloids
๘. การลดไขมันในเลือด ๘. Ganoderic acids
๙. การลดน้ำตาลในเลือด ๙. Ganoderans
๑๐. การปรับความดันเลือด๑๐. Ganoderol, ganoderic acid
๑๑. การลดการจับตัวของเกล็ดเลือด ๑๑. Adenosine
๑๒. การสร้างโปรตีน ๑๒. Polysaccharides
๑๓. การป้องกันรังสี ๑๓. Polysaccharides
      เพราะเหตุนี้เอง ชาวจีนจึงใช้เห็ดหลินจือเป็นยาครอบจักรวาล รักษาโรคได้เกือบทุกชนิดมานานนับพันๆ ปี
                      ฤทธิ์และประโยชน์ทางยาที่สำคัญของเห็ดหลินจือ
      ๑. ฤทธิ์ กระตุ้นภูมิคุ้มกัน มีรายงานว่าสาร glycopolysac-charides และ glycoprotein บางชนิดในเห็ดหลินจือสามารถออกฤทธิ์ช่วยให้ร่างกายมีระบบภูมิต้านทานโรคที่ดี

      ๒. ฤทธิ์ต่อโรคภูมิแพ้ มีคนจำนวนมากนิยมกินเห็ดหลินจือ เพื่อบำบัดโรคภูมิแพ้ จากผลการวิจัยพบว่าสาร ganoderic acids ซึ่งเป็นสารประเภท triterpene มีฤทธิ์ยับยั้งการหลั่งฮิสตามีนจากมาสต์เซลล์ได้ ซึ่งสารฮิสตามีนเป็นสาเหตุของการแพ้ นอกจากนี้ ยังมีผู้สกัดสารโปรตีน LZ-8 ซึ่งพบว่าสามารถป้องกันการแพ้ที่รุนแรงได้ นักวิทยาศาสตร์ยังรายงานเพิ่มเติมว่า สารสกัดด้วยน้ำของเห็ดหลินจือสามารถป้องกันอาการหอบหืดในหนูตะเภาและป้องกัน การแพ้ผื่นคันได้อีกด้วย

      ปัจจุบันมีการจดทะเบียนสิทธิบัตรสาร glycoprotein ที่ แยกได้จากเห็ดหลินจือ โดยระบุประโยชน์ว่าเป็นการใช้รักษาโรคภูมิแพ้ นอกจากนี้ ยังมีฤทธิ์ต้านมะเร็ง ลดความดันเลือด ลดโคเลสเตอรอล ลดน้ำตาลในเลือด ยับยั้งการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือด บำรุงตับ และป้องกันตับจากสารพิษ และช่วยการทำงานของหัวใจอีกด้วย การกินเห็ดหลินจือมีความปลอดภัยสูง ได้มีผู้ศึกษาด้านพิษวิทยาของเห็ดหลินจือโดยการศึกษาในหนูถีบจักร พบว่า สารสกัดด้วยน้ำ และสารสกัดที่เป็น polysaccharides มีความปลอดภัยยังไม่พบความเป็นพิษใดๆ


                                วิธีเตรียมเห็ดหลินจือเพื่อกินด้วยตนเอง
      การ ต้ม ใช้เห็ดหลินจือ ๒๐ กรัม (ประมาณ ๒๐ ชิ้น) ต้มกับน้ำ ๒ ลิตรให้เดือด หรี่ไฟแล้วเคี่ยวต่ออีกประมาณ ๑๐ นาที เติมน้ำตาลเล็กน้อยเพื่อแต่งรสหวาน ใช้ดื่มต่างน้ำ เวลาดื่มควรดื่มน้ำต้มเห็ดที่อุ่นๆ ปริมาณน้ำเห็ดที่ควรดื่มต่อวัน คือ ๐.๕-๑ ลิตร เภสัชกรไทยวิจัยและผลิต "เห็ดหลินจือ" เป็นเครื่อง ดื่มบรรจุกระป๋องและชาชงมา ๕ ปีแล้ว หากท่านไม่มีเวลาในการเตรียมเห็ดหลินจือไว้กินเอง ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีการผลิตและควบคุมคุณภาพที่ดี คือ

      ๑. ต้องมีการตรวจและวิเคราะห์สารสำคัญในเห็ดหลินจือที่ใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิต
      ๒. ต้องมีกรรมวิธีการผลิตที่ยังคงสารสำคัญนั้นไว้ได้ โดยต้องตรวจและวิเคราะห์เมื่อผลิตเสร็จแล้ว
      ๓. ต้องมีกรรมวิธีในการฆ่าเชื้อโรคที่ปนเปื้อนแล้วทำการตรวจทางจุลชีวะอีกครั้ง
      ๔. ต้องมีภาชนะบรรจุที่ได้มาตรฐาน
***********